หนังสือ The Gifts of Imperfection เขียนโดย Brené Brown

Last updated: Feb 23, 2019  |  หนังสือแนะนำ

หนังสือ The Gifts of Imperfection เขียนโดย Brené Brown

หนังสือแนะนำ

 

        ทีมงานของ Six Facets Press ได้เขียนแนะนำหนังสือเรื่อง Cut the Noise ของ Chris Helder ไปแล้ว โดยเนื้อหาของเรื่องก็เกี่ยวข้องกับวิธีการตัดคลื่นเสียงรบกวนจิตใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความรู้สึกผิดจากการที่ไม่สามารถจะทำทุกอย่างอย่างสมบูรณ์แบบได้ และโดยการตัดคลื่นเสียงรบกวนใจ เราจึงสามารถหันไปจดจ่อ (focus) กับสิ่งที่สำคัญและมีคุณค่ากับชีวิตของเรา

        โดย Chris Helder ได้กล่าวว่า “ความต้องการที่จะสมบูรณ์แบบเป็นอุปสรรคขัดขวางไม่ให้เรามีชีวิตที่ยอดเยี่ยม”

        เพื่อให้ต่อเนื่องกับหนังสือ Cut the Noise จึงอยากแนะนำหนังสือแนวเดียวกันเพิ่มเติมชื่อเรื่อง The Gifts of Imperfection เขียนโดย Brené Brown ผู้เป็นศาสตราจารย์ทำงานด้านการวิจัยอยู่ที่ Graduate College of Social Work มหาวิทยาลัยฮิวสตัน เน้นการทำวิจัยในเรื่องความกล้า ความไม่มั่นใจ ความรู้สึกอับอาย (เสียหน้า) และผลกระทบต่อจิตใจของมนุษย์ ผลงานของศาสตราจารย์ Brown ได้รับการกล่าวถึงในสื่อหลากหลาย รวมทั้ง CNN และ TED

        หนังสือเรื่อง The Gifts of Imperfection กล่าวถึง ข้อดีของความไม่สมบูรณ์แบบในตัวมนุษย์ ซึ่งทำให้มนุษย์เรียนรู้ที่จะยอมรับตนเองอย่างที่เป็น และสามารถมีชีวิตที่มีคุณค่าและมีความหมาย โดยไม่ต้องพยายามที่จะเป็นเหมือนกับคนอื่นๆ หรือมีชีวิตของคนอื่น

        หนังสือเล่มนี้เหมาะกับใคร

        หนังสือเล่มนี้เหมาะกับคนที่ไปที่ต้องการใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย และต้องการจัดการกับความรู้สึกที่ว่าตนเองไม่ดีพอ และความรู้สึกไม่มั่นใจที่จะเป็นตัวเอง

        ข้อคิด

         หนังสือ Gifts of Imperfection เชื่อว่า มนุษย์ล้วนมีความกังวลกับความไม่สมบูรณ์แบบของตัวเองด้วยกันทั้งนั้น และแนะนำวิธีการที่จะจัดการกับความรู้สึกไม่มั่นใจอันเกิดจากความไม่สมบูรณ์แบบของตนเอง

         คำแนะนำหนึ่งคือให้ซื่อสัตย์กับตนเองและเป็นตนเองอย่างแท้จริง (authenticity) แม้ว่าการเป็นตนเองไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะมนุษย์ต้องการการยอมรับจากผู้อื่นและได้รับความกดดันว่าต้องทำให้เหมือนผู้อื่นเพื่อจะสามารถเข้ากับเขาได้

        การเป็นตนเองอย่างแท้จริงไม่ใช่เรื่องที่ต้องเลือกว่าจะทำหรือไม่ทำ แต่เป็นทางเลือกในแต่ละวันว่าเราต้องการเป็นตัวของตัวเองมากเท่าไหร่ หรือเราจะพยายามทำตามแบบผู้อื่นในสังคมมากเท่าไหร่

        การเป็นตนเองอย่างแท้จริงนั้นต้องใช้ความกล้าที่จะรับรู้และยอมรับความรู้สึกไม่มั่นใจของตน และมีความเมตตาให้กับตนเอง โดยเข้าใจว่าทุกคนก็มีความไม่สมบูรณ์แบบ มีข้อผิดพลาด ข้อบกพร่องด้วยกันทั้งสิ้น

        สิ่งที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความสมบูรณ์แบบคือความกลัวที่จะถูกวิจารณ์ ตำหนิ ตัดสิน ความกลัวที่จะอับอายและเสียหน้า ความพยายามที่จะสมบูรณ์แบบจึงเป็นไปเพื่อป้องกันไม่ให้เราต้องอับอายและเสียหน้าเท่านั้น ความสมบูรณ์แบบเป็นสิ่งที่ไม่ดีต่อสุขภาพจิต นำคุณค่าของตัวเราเองไปแขวนอยู่กับการยอมรับของผู้อื่น และขัดขวางไม่ให้เราทำสิ่งที่ควรทำ เช่น บางคนไม่กล้าจัดพิมพ์หนังสือที่ตนเองเขียนเพราะกลัวการวิพากษ์วิจารณ์ เป็นต้น

        วิธีแก้คือต้องรับรู้ความกลัวที่จะต้องอับอายและเสียหน้า และเตือนตนเองว่าเราทำสิ่งที่ทำเพื่อตนเอง ไม่ใช่เพื่อผู้อื่น

        ฝึกที่จะมองเห็นโอกาสและมีความหวัง โดยต้องตั้งเป้าหมาย และแบ่งซอยเป้าหมายออกเป็นเป้าหมายย่อยที่ทำได้ในแต่ละวัน เมื่อทำได้ดีขึ้น เราจะมีความเข้มแข็งล้มแล้วลุกขึ้นใหม่ได้ท่ามกลางความยากลำบากที่ต้องเผชิญ

        ฝึกที่จะขอบคุณในทุกๆ นาทีที่มีคุณค่า โดยศาสตราจารย์ Brown เชื่อว่า การขอบคุณก็เป็นสิ่งที่ฝึกได้เช่นเดียวกับการฝึกที่จะเห็นโอกาสและมีความหวัง การรอคอยความสุขและความพึงพอใจจากภายนอกเป็นสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ การฝึกขอบคุณให้เป็นจะทำให้เราสามารถมีความสุขได้จากภายในโดยไม่ต้องรอความสุขจากภายนอก โดยการขอบคุณเป็นเรื่องของมุมมอง เราสามารถจะขอบคุณในสิ่งที่เรามี โดยเข้าใจว่าเราอาจมีน้อยกว่านี้ก็ได้ ไม่ใช่มองสิ่งที่เรามีในมุมของการขาดแคลน

        บางครั้งก็ต้องเรียนรู้ที่จะเชื่อสัญชาติญาณ หรือการหยั่งรู้ที่เกิดจากประสบการณ์ที่สั่งสมไว้ และยอมรับความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้น

        ใช้ศักยภาพในการสร้างสรรค์ของคุณโดยไม่ต้องเปรียบเทียบกับคนอื่น เนื่องจากการเปรียบเทียบล้วนมีรากฐานมาจากความพยายามที่จะเหมือนและเข้าได้กับคนอื่น ตราบใดที่คุณสร้างสรรค์ คุณกำลังบ่มเพาะความเป็นปัจเจกชนของคุณเอง

        การมีสุขภาพดีเป็นเรื่องสำคัญ เราจึงต้องดูแลตัวเองให้มีเวลาพักผ่อนที่เหมาะสมเพียงพอ ไม่ใช่มุ่งทำงานจนเหนื่อยล้าหมดแรง

        รู้จักจัดการกับความกังวลด้วยการรับรู้ความกังวล ไม่ใช่พยายามที่จะกำจัดมัน เมื่อรับรู้ความกังวลแล้ว เราก็เรียนรู้ที่จะจดจ่อกับปัจจุบัน ไม่ใช่คิดถึงแต่อนาคตซึ่งไม่แน่นอน ที่สำคัญการรับรู้ความกังวลจะช่วยป้องกันไม่ให้ความวิตกกังวลกลายเป็นนิสัย

        ค้นหาพรสวรรค์ของคุณให้พบ แล้วนำพรสวรรค์นั้นมาแบ่งปันให้โลกรู้ โดยเราอาจไม่ต้องละทิ้งงานประจำ แต่สามารถทำทั้งงานอดิเรกและงานประจำไปพร้อมกัน (ยอมรับว่าทั้งสองส่วนเป็นงานของเราทั้งสิ้น)

        หากคุณมีความกังวลที่จะไม่สมบูรณ์แบบ รู้สึกว่าทำอย่างไรก็ไม่ดีพอ ลองปฏิบัติตามคำแนะนำของหนังสือดูนะคะ แล้วดูว่าเราจะมีชีวิตที่มีสติมากขึ้น เป็นตัวของตัวเองมากขึ้น มีความสุขมากขึ้น ชีวิตดูมีความหมายมากขึ้น หรือไม่

Powered by MakeWebEasy.com